พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน สิทธิลาคลอด 120 วัน ที่ HR ต้องรู้ (อัปเดตล่าสุด 2568)

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน สิทธิลาคลอด 120 วัน ที่ HR ต้องรู้ (อัปเดตล่าสุด 2568)

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน สิทธิลาคลอด 120 วัน ที่ HR ต้องรู้ (อัปเดตล่าสุด 2568)

ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของวงการแรงงานไทย!

การพัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความมั่นคงในชีวิตและการทำงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งด้วย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป การแก้ไขครั้งนี้มุ่งเน้นการขยายสิทธิลาคลอดบุตรและเพิ่มสิทธิการลาใหม่ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของมารดาและบทบาทของบิดาในการดูแลครอบครัว

1. การขยายสิทธิลาคลอดบุตรสำหรับลูกจ้างหญิง (การแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 41)

สาระสำคัญของการแก้ไขครั้งนี้คือการขยายระยะเวลาการลาคลอดบุตรจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน ซึ่งรวมวันหยุดที่มีอยู่ในระหว่างวันลาด้วย

1.1 ระยะเวลาและหลักเกณฑ์การลา

  • สิทธิวันลา: ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรได้ ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน (120 วัน) สำหรับการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง
  • การนับวันลา: ให้นับรวมวันหยุดทุกประเภท (วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี) ที่ตกอยู่ในช่วงวันลาคลอดด้วย
  • ช่วงเวลาการลา: ลูกจ้างสามารถลาได้ก่อนหรือหลังการคลอดบุตรตามที่เห็นสมควร

1.2 การจ่ายค่าจ้างระหว่างลาคลอด

สิทธิในการได้รับค่าจ้างระหว่างลาคลอดบุตรถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคม

  • ส่วนที่ 1: หน้าที่ของนายจ้าง (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน)

    นายจ้างมีภาระผูกพันในการจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างหญิงที่ใช้สิทธิลาคลอดบุตรตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้:

    • ระยะเวลาการจ่าย: นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาคลอดบุตร ไม่เกิน 60 วัน จากวันลาทั้งหมด 120 วัน
    • อัตราการจ่าย: การจ่ายค่าจ้างต้องเป็นไปในอัตราที่เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานปกติ (ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน)
    • การนับวัน: การจ่ายค่าจ้าง 60 วันนี้ จะนับรวมวันหยุดต่าง ๆ ที่อยู่ในช่วงวันลาคลอดด้วย
  • ส่วนที่ 2: เงินสงเคราะห์จากสำนักงานประกันสังคม

    สำหรับวันลาคลอดที่เหลือและเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของนายจ้าง ลูกจ้างผู้ประกันตนยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตาม กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม ซึ่งเป็นสิทธิที่ลูกจ้างได้รับโดยตรงจากการเป็นผู้ประกันตน ดังนี้:

    • ระยะเวลาการจ่าย: ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นระยะเวลา 90 วัน
    • อัตราการจ่าย: จ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย (คิดจากฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้าย)

2. สิทธิลาต่อเนื่องกรณีบุตรเจ็บป่วย (มาตราใหม่)

เพื่อเป็นการสนับสนุนการดูแลบุตรที่มีความต้องการการดูแลเป็นพิเศษ กฎหมายฉบับใหม่ได้กำหนดสิทธิการลาเพิ่มเติม:

  • สิทธิการลา: ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อดูแลบุตรที่คลอดออกมามีภาวะ เจ็บป่วย มีความพิการ หรือมีความผิดปกติ ได้อีก ไม่เกิน 15 วัน ต่อเนื่องจากวันลาคลอด 120 วัน
  • การจ่ายค่าจ้าง: นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันลาต่อเนื่องนี้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงาน
  • หลักฐานการลา: ลูกจ้างต้องแสดงใบรับรองแพทย์ประกอบการขอลาเพื่อยืนยันภาวะเจ็บป่วยหรือความผิดปกติของบุตร

3. สิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร (มาตรา 41/1 ใหม่)

กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับการแบ่งเบาภาระและสร้างความผูกพันในครอบครัว โดยขยายสิทธิการลาให้กับลูกจ้างชายด้วย:

  • สิทธิการลา: ลูกจ้างชายมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ ไม่เกิน 15 วัน

    คำว่า "คู่สมรส" ตามกฎหมายฉบับนี้ มีเจตนารมณ์กว้างขึ้น เพื่อให้รวมถึงกรณีที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผย แม้จะมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย

  • การใช้สิทธิ: ลูกจ้างชายต้องใช้สิทธิลา ก่อนหรือในวันที่คลอด และต้องใช้สิทธิทั้งหมด ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร
  • การจ่ายค่าจ้าง: นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างชายในอัตราเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน ตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 15 วัน

4. การคุ้มครองลูกจ้างและการบังคับใช้

  • สถานะการลา: การใช้สิทธิลาคลอดบุตร การลาต่อเนื่องเพื่อดูแลบุตรเจ็บป่วย และการลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรส ไม่ถือเป็นวันลาป่วย
  • การคุ้มครองสถานภาพการจ้าง: กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ และคุ้มครองมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากการใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างชัดเจน
  • หน้าที่ของนายจ้าง: นายจ้างต้องดำเนินการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของสถานประกอบการให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และสื่อสารสิทธิที่เปลี่ยนแปลงให้แก่ลูกจ้างทราบโดยทั่วกัน
การปรับปรุง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งทุกภาคส่วนควรให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อแรงงานไทยและสังคมโดยรวม
 250
ผู้เข้าชม
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์